วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



ธุรกิจที่จัดว่าเป็นองค์ประกอบหลัก และธุรกิจที่จัดว่าเป็นองค์ประกอบเสริมดังที่กล่าวไปแล้วในบทที่ 1 ในบทนี้จะศึกษาเรื่องขององค์ประกอบหลักประเภทแรกคือ แหล่งท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาในประเทศ หากลองคิดดูง่าย ๆ ว่าถ้านักศึกษาจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่จังหวัดชลบุรี นักศึกาจะไปที่ไหน แน่นนอนว่า คำตอบส่วนใหญ่คือ ทะเล ดั้งนั้น
หากไร้ซึ่งการท่องเที่ยวแล้ว คงไม่มีนักท่องเที่ยวอยากเดินทางเข้ามายังประเทศนั้น ๆ มีคำจำกัดความ 3 คำ ที่จำเป็นในการศึกษาแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่
- ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว(tourism resources)
- จุดหมายปลายทาง(destination)
- สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว(tourist attraction)
ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว
อาจจะแบ่งแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยลักษณะเฉพาะทางต่างๆ ได้แก่
- ขอบเขต(scope)
- ความเป็นเจ้าของ(ownership)
- ความถาวรคงทน(permanency)
- ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวDrawing power)
ขอบเขต
อาจแบ่งแหล่งท่องเที่ยวเป็น 2 ประเภทตามขอบเขตได้แก่ จุดหมายหลัก คือสถานที่ต้องน่าดึงดูด
ใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ทำให้วกเขาเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังสถานที่นั้น
จุดหมายรองคือ สถานที่แวะพัก หรือเยี่ยมชมระหว่างการเดินทางไปยังจุดหมายหลัก ส่วนมากเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ
ความเป็นเจ้าของ
แหล่งท่องเที่ยวทั้งที่เป็นสถานที่ทางธรรมชาตและมนุษย์สร้างขึ้น อาจจัดแบ่งได้ตามความเป็นเจ้าของ ซึ่งทำให้ทราบว่าแหล่งเงินสนับสนุนมาจากที่ไหน หรือรายได้ต่าง ๆ ตกอยู่ที่ใคร ต้องเสียภาษีเท่าไร เหมือนการขายสินค้าประเภทอื่น ๆ ผู้ที่จัดว่าเป็นเจ้าของแหล่งทอ่งเที่ยวได้แก่
- รัฐบาล
- องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร
- เอกชน
การทอ่งเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 ประเภท
- แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
- แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์
- แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของคนในท้องถิ่น
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
หมายถึง สถานที่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งดานชีวภาพ และกายภาพ รวมทั้งบริเวณที่มนุษย์เข้าไปปรับปรุงแต่งเพิ่มเติมจากสภาพธรรมชาติในบางส่วน ซึ่งทรัพยากรประเภทนี้ไม่มีต้นทุนการผลิตแต่มีต้นทุนในด้านการดูแลรักษา
แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
คือสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและอายุรวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าทางการท่องเที่ยว
สำหรับโบราณสถานที่มีในประเทศไทยนั้นกรมศิลปากรได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น 7ประเภทได้แก่
- โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ
- อนุสาวรีย์แห่งชาติ
- อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ
- ย่านประวัติศาสตร์
- อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ
- นครปะวัติศาสตร์แห่งชาติ
- ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ
แหล่งท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
ภาคกลาง
ประกอบไปด้วย 21 จังหวัดและ1เขตการปกครองพิเศษ ได้แก่จังหวัด กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพรชบุรี ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง ส่วนกรุงเทพมหานครไม่นับว่าเป็นจังหวัด
ภาคเหนือ
ประกอบไปด้วย 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด กำแพงเพรช เชียงรายเชียงใหม่ นครสววร์ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพรชบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุขโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานีมีพื้นที่รวม 169644.3 ตารางกิโลเมตหรือประมาณ 106 ล้านไร่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคอีสาน ประกอบด้วย 19จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานีมีพื้นที่ประมาณ 170226ตารางกิโลเมตร หรือ1ใน 3 ของพื้นที่ทั้งประเทศ
ภาคตะวันออก
ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด จันทบุรี ชลบุรี ตราด และระยอง
ภาคใต้
ประกอบด้วย14จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช บาราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฤร์ธานีพื้นที่ภาคใต้ ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินเดียขนาบด้วยท้องทะเลอ่าวไทยทางฝั่งตะวันออก และทะเล อันดามันทางฝั่งตะวันตกมีเนื้อที่รวม707152ตารางกิโลเมตรจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดคือสุราษฏร์ธานี และจังหวัดที่เล็กที่สุดคือภูเก็ตมีความยาวจากเหนือจดใต้ประมาณ 750 กิโลเมตร

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่3 ปัจจัยที่มีอิธิพลต่อการเดินทางนักท่องเที่ยว

แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวแต่งต่างไปจากแรงจูงใจในวิชาจิตวิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพของบุคคลแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว หรือแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแนวคิดที่เป็นแบบลูกผสมระหว่างแนวคิดทางจิตวิทยาผสมกับแนวคิดทางด้านสังคมวิทยาแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจึงหมายถึงเครือข่าย
ทฤษฏีต่างๆเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
-ทฤษฏีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น(hierarchy of needs)
- ทฤษฏีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง(travel career ladder)
- แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น(hidden agenda)
- แรงจูงในทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ swarbrooke
จากแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจในทัศนะของนักวิชาการด้านแรงจูงใจทั้ง4คนที่ได้กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า ในการที่นักท่องเที่ยวจะเลือกแหล่งที่ท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่การตัดสินใจที่จะไปท่องเที่ยวมักจะเกิดจากแรงจูงใจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันเช่น การที่คู่สมรสชาวฮ่องกงผู้หนึ่งตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย
แนวโน้มของแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
Pearce Morrison และRutledge (1998) ได้นำเสนอแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว 10 ประการดังต่อไปนี้
- แรงจูงใจที่จะได้สัมผัสสิ่วแวดล้อม
- แรงจูงใจที่ได้พบปะกับคนในท้องถิ่น
- แรงจูงใจที่จะที่จะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน
- แรงจูงใจที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัว
- แรงจูงใจที่จะพักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น่าสบาย
- แรงจูงใจที่จะที่จะได้ทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ
- แรงจูงใจที่จะมีสุขภาพดี
- แรงจูงใจที่จะได้รับการคุ้มกันและความปลอดภัย
- แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับนับถือและได้รับสถานภาพทางสังคม
- แรงจูงใจที่จะให้รางวัลแก่ตัวเอง
ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้วิธีการศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย
นักเดินทางประเภทแบกเป้นักเดินทางแบบนี้กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนิวซีแลนด์ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเดินทางลักษณะแบบนี้อาจจะสรุปได้เป็น 4 มิติด้วยกันดังต่อไปนี้
- การหลีกหนี(escape)
- การมุ่งเน้นในเรื่องสิ่วแวดล้อม
- การทำงาน(employment)
- เน้นการคบหาสมาคม(social focus
โครวสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
โครงสร้างพื้นฐานในอุคสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง องค์ประกอบพื้นฐานในการรองรับการท่องเที่ยวทั้งระบบ ถือเป็นส่วนการสนับสนุนให้การท่องเที่ยวสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดี และทำให้เกิดความสะดวกสบายรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมได้แก่
- ระบบไฟฟ้า
- ระบบประปา
- ระบบสือสารโทรคมนาคม
- ระบบการขนส่งประกอบไปด้วย
- ระบบการเดินทางทางอากาศ
- ระบบการเดินทางทางบก
- ระบบการเดินทางทางน้ำ
ระบบสาธารณสุข
ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค
การที่บนโลกมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปจำทำให้เกิดภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและลักษณะทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ประกอบกับการที่มนุษย์มักต้องการเดินทางท่องเที่ยวไปยังบริเวณต่าง ๆ ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างออกไปจากที่ตนเองอาศัยอยู่ ส่งผลให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังบริเวณต่างๆบนผิวโลก จึงเห็นว่าปัจจัยทางภูมิศาสตร์และปัจจัยทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวแต่ละคนเดินทางออกจากแหล่งที่ตนเองอาศัยอยู่
1.ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
-ลักษณะ๓มิประเทศ
การเปลี่ยนแหลงของเปลือกโลกมีได้2ลักษณะดังนี้
1)การเปลี่ยนแหลงจากภายในเปลือกโลก
2)การเปลี่ยนแหลงบริเวณผิวโลก
-ลักษณะภูมิอากาศ
-ปัจจัยทางวัฒนธรรม

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

โปรแกรมทัวร์ "อุทยานแห่งชาติผาแต้ม" จังหวัดอุบลราชธานี


รายละเอียดโปรแกรม

08.00 น. ออกจากโรงแรมในอำเภอโขงเจียม
08.20น. ถึง"อุทยานแห่งชาติ ผาแต้ม"
08.40น. พักรับประทานอาหารเช้าที่จุด รับประทานอาหารในผาแต้ม และมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พร้อมเรียนรู้ข้อมูลอุทยานฯก่อนเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ มีห้องโถงจัดแสดงภูมิประเทศของอุทยานฯและสัตว์ป่า มีรูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น น้ำตก ลานดอกไม้ ที่จำหน่ายของที่ระลึก
09.30น. หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วเราก็ ไปดูภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณด้านล่างของหน้าผา มีภาพเขียนสีประวัติศาสตร์ปรากฎเรียงรายอยู่เป็นระยะ ทางอุทยานฯได้ทำทางเดินจากหน้าผาบนลงไปชมภาพเขียนสี ที่นี่จะแบ่งกลุ่มภาพเขียนสีเป็น4ประเภท มีกลุ่มภาพเขียนสีผาขาม ภาพเขียนสีผาแต้ม ภาพเขียนสีผาหมอนและภาพเขียนสีผาหมอนน้อย เราเดินลงมาจากลานผาแต้มประมาณ30เมตรและเดินต่อไปทางราบริมหน้าผา 400 เมตร ก็จะได้ชมภาพเขียน
11.00น. ต่อไปก็ไปดูจุดชมวิวทิวทัศน์กันต่อที่ลานหินกว้างบนผาแต้ม เป็นจุดชมวิวที่งดงามจะมองเห็นลำน้ำโขงทอดยาวขนานไปกับหน้าผาและผืนป่าฝั่งลาว พร้อมถ่ายรูปเก็บภาพสวยๆกัน
12.00น. พักรับประทานกลางวันกันที่จุดรับประทานอาหารบนผาแต้ม
13.00น. นั่งรถไปชมเสาเฉลียง ซึ่งอยู่ก่อนถึงผาแต้ม 3 กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยูมากมาย สวยงามมาก
14.00น. นั่งรถต่อไปที่น้ำตกสร้อยสวรรค์ ห่างจากตัวอำเภอโขงเจียมประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สวย น้ำตกที่ไหลลงมามองดูคล้ายสร้อย
16.00น. ขึ้นไปดูทุ่งดอกไม้ป่าน้ำตกสร้อยสวรรค์ ตั้งอยู่บริเวณลานหินด้านบนของน้ำตกสร้อยสวรรค์
17.00น. แวะซื้อของที่ระลึกที่ผาแต้ม และกลับสู่ที่พักในอำเภอโขงเจียม

อัตราค่าบริการผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
ค่าบริการบุคคลชาวไทย
เด็กคนละ 10 บาท
ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท

ค่าบริการบุคคลชาวต่างประเทศ
ด็กคนละ 100 บาท
ผู้ใหญ่คนละ 200 บาท

ค่าที่พัก
ห้องแอร์ คืนละ 2000 บาท พัดลม 1200 บาท



แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
"อุทยานแห่งชาติภูกระดึง"
อุทยานตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 348.12 ตารางกิโลเมตร(217,575ไร่) ภูกระดึงมีธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวประทับใจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของการชมทิวทัศน์มาจากที่ราบสูง เช่น การชมพระอาทิตย์อัสดงที่ผาหล่มสัก การสำรวจพรรณไม้นานาชนิด เช่น ไฟเดือนห้าที่แดงสด และดงป่าสนอันกว้างใหญ่ หรือธรรมชาติชนิดอื่นๆเ ช่น การชมน้ำตกที่น้ำตกขุนพอง เป็นต้น ในช่วงวันหยุดยาว มักมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปพักผ่อนบนภูกระดึงราวหนึ่งหมื่นคน โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มจะสามารถแบ่งการเที่ยวตามเวลาที่มีได้เช่น หากมี 4 วัน ที่ภูกระดึง คือเดินทางขึ้น 1 วัน ท่องน้ำตก 1 วัน เลียบผา 1 วัน ลง 1 วัน หากมี 3 วันก็เดินทางขึ้น 1 วัน เที่ยว 1 วัน ลง 1 วัน โดยเลือกท่องเที่ยวได้ หากมีสุขภาพที่ดีพอก็สามารถเดินเที่ยวเส้นน้ำตกพร้อมกับเส้นหน้าผาได้ภายในวันเดียว แต่จะไม่เหมาะสมกับผู้ที่สุขภาพไม่ดีนัก บนยอดภูกระดึงโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต



จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง
ผานกนางแอ่น เป็นลานหินเล็กๆมีสนต้นหนึ่งขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่สำคัญอยู่จากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันมากและมักจะมีการชิงทำเลดีๆเสมอ
ผาหล่มสัก ถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง หลายคนถึงกับออกปากไว้แบบนั้น ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตร หากเดินลงมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก ด้วยลักษณะแผ่นหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดี นักท่องเที่ยวจึงนิยมใช้เป็นจุดชทวิว ดูดวงอาทิตย์ตกดินและน่าจะถือไดว่าเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง


น้ำตกวังกวาง น้ำตกวังกวางอยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุด โดยมีระยะห่างแค่ราว1กิโลเมตรเท่านั้นเอง ห้วยเล็กๆที่โอบล้อมที่พักอีกด้านจะไหลลงน้ำตกที่นี่ วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆชั้นที่สูงสุดประมาณ 7 เมตร ด้านข้างของน้ำตกมีทางแคบๆสำหรับปีนลงไปทีละคน จะพบหลืบหินมีลักษณะคล้ายถ้ำใต้น้ำตกวังกวางจะมีความสวยงามมากในช่วงฤดูฝน
น้ำตกถ้ำสอเหนือ เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูง 10 เมตร น้ำไหลมาจากผาเป็นม่านน้ำตก บริเวณเหนือน้ำตกมีดงกุหลาบแดงซึงในช่วงฤดูร้อนจะผลิดอกสร้างสีสรรค์ให้กับบริเวณนี้สวยงามยิ่งขึ้น
น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง น้ำตกผ่านผาหินรูปโค้ง ในหน้าหนาว ใบเมเปิ้ลที่อยู่บริเวณริมน้ำตกจะร่วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำยามแดดสาดส่องผ่านลงมาจะเป็นสีแดงจัดตัดกับสีเขียวขจีของตะไคร่น้ำตามโขดหิน
สระอโนดาด อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว2.7 กิโลเมตร เป็นสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นักที่มีต้นสนเป็นแนวแน่นขนัด ใกล้กันยังมีลานกินรี ซึ่งเป็นสวนหินธรรมชาติที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรือเฟิร์น เช่น กระปรอกสิงห์ บนหินยังมีไลเคนขึ้นอยู่เต็มไปหมดด้วย


การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติภูกระดึง
รถยนต์
การเดินทางเริ่มจากรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสระบุรี สีคิ้ว เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ ภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเลี้ยวขวาใช้ทางหลวงหมายเลย 201 ผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติภูผาม่านและตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
รถทัวร์
รถทัวร์สายกรุงเทพฯ-เมืองเลย มีบริษัทได้แก่ ขนส่งจำกัด แอร์เมืองเลย ภูกระดึงทัวร์ ขอนแก่นทัวร์ ศิขรินทัวร์ ชุมแพทัวร์

*บริเวณที่ทำการอุทยานฯมีด่านเก็บค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่คนละ20บาท เด็ก10บาท และบริการลูกหาบสัมภาระ กิโลกรัมละ 10 บาท นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเต็นท์และบ้านพักได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ
















วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

365ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย



ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Motemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre)ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึแปดรา การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว ขณะมีอายุได้ 28 ปี

ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรื่องอับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้ง และถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตหรือนักสอนศาสนา ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ. 1548 ครั้งที่2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็กพระไชยราชาธิราช (ค.ศ. 1534-1546) หลักปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือ ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่1 ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จแทนบิดา

งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกชาย เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ "คนป่าเถื่อน" จุดมุ่งหมายที่จริงจังของปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากรอารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ

คุณค่าทางประวติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฏหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตรวรรษที่16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาทการทหารของชุมชนโปรตุเกส เรื่องราวในหนังสือ สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส นอกจากนี้ อี.ดับเบิ้ลยู. ฮัทชินสัน ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า "ทหารโปรตุเกสจำนวน120คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเจ้าเป็นทหารรักษา พระองค์ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่"
ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง งานเขียนของปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝังจากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ของคนระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอควร
สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะดูมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง
งานของปินโตถูกตั้งขอสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้




วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 2
ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้น
ถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2

ชาวโรมันมีการเดินทางกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาลเนื่องจากความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาจักรโรมัน ชาวโรมันเข้าครอบครองเมืองปอมเปอี เมื่อ 80 ปีก่อนคริสตกาล ทำให้เมืองนี้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนมั่งมีทั้งหลาย ชาวโรมันพากันมาเที่ยวที่อ่าวเมืองเนเปิล มีการสร้างบ้านพักและวิลล่าที่สวยงาม ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางสมัยนั้นคือ ความมั่นคงทางการเมืองและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ชาวโรมันมีอำนาจในการซื้อมากและเป็นนักล่าของที่ระลึกชาติแรกๆของโลก คือ ภาพวาดจิตรกรที่สำคัญๆ ชิ้นส่วนแขนขา ของรูปแกะสลักพวกนักบุญหรือเทพีต่างๆซึ่งทำจากหินอ่อนหรือสำริด การกระจายอำนาจทางการบริหารและอำนาจทางทหารในยุคอาณาจักรโรมันทำให้คนโรมันเดินไปต่างประเทศเพื่อเยื่อยมญาติและเพื่อนฝูง การพัฒนาทางด้านการสื่อสารอย่างรวดเร็วประกอบกับชัยชนะของชาวโรมัน ทำให้ การเดินทางมีมากขึ้น การมีถนนชั้นเยี่ยม และสถานที่พักแรม ทำให้การเดินทางมีควาปลอดภัย รวดเร็วและสะดวกขึ้น อาณาจักรโรมันล่มสลายลงใน ค.ศ 476หรือในตอนกลางคริสตศตวรรษที่5 ทวีปยุโรปเข้าสู่ยุคกลาง (The Middle Age) หรือยุคมืด (Dark Age)

การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสตศตวรรษที่17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19
การพัฒนารถม้า 4 ล้อ ที่มีระบบกันสะเทือนด้วยสปริงนับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับคนที่จะต้องเดินทาง รถม้า ตู้ทึบชนิด4ล้อ โดยมีจุดเปลี่ยนม้าระหว่างทางมีส่วนช่วยอย่างสำคัญในเรื่องการเดินทาง พาหนะแบบนี้ได้เริ่มมีขึ้นในประเทศอังกฤษในต้นศตวรรษที่17 เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั่วทั้งทวีป เมื่อกลางศตวรรษที่18 เช่นประเทศออสเตรเลียได้เริ่มใช้รถตู้และลากด้วยม้าเป็นครั้งแรกในปี คศ.1749 การสร้างรถม้าที่ลดการกระแทกด้วยระบบการแขวนตัวรถด้วยสายหนัง ทำให้การเดินทางมีควาสบายมากขึ้น ในศตวรรษที่18 มีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น โดยมีการปรับปรุงผิวการจราจรทำให้รถตู้4ล้อ ลากด้วยม้าซึ่งบรรทุกคนได้ระหว่าง8-14คนวิ่งได้ถึง 40 ไมล์ต่อวันในช่วงฤดูร้อน ต่อมามีการปรับปรุงระบบกันสะเทือนที่เป็นโลหะทำให้เกิดควาสบายมากขึ้น รถเทียมม้าชนิดนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาการเดินทางภายในอาณานิคมของทวีปอเมริกาเหนือด้วย ประมาณ คศ. 1815 ถนนหนทางในทวีปยุโรปมีการพัฒนาดีขึ้น หลุมบ่อลดน้อยลง มีการพัฒนารถโดยสารสาธารณะที่เรียกว่า Charabanc เป็นครั้งแรกในปี คศ. 1832 รถแบบนี้ได้ถูกนำมาใช้กับรถยนต์โยสารเพื่อการท่องเที่ยวในตอนต้นศตวรรษที่20 ทำให้การเดินทางถายในเมืองสะดวกขึ้น

การท่องเที่ยวในศตวรรษที่20 (1901-200) ช่วง 50ปีแรก (1901-1950)

คนนิยมเดินทางด้วยรถส่วนตัวมากขึ้น มีการพัฒนาถนน พัฒนารถบรรทุกที่ขนสัมภาระในสงคราม ให้เห็นเป็นรถ Coach พาหนะแบบนี้ได้รับความนิยมมากในช่วงทศวรรษที่ 1920 รถ Coach แบบหรูของบริษัท Motorways แบบนั่งสบายขนาด 15 ที่นั่ง มีบาร์ มีห้องน้ำ วิ่งบริการในยุโรปและอเมริกาเหนือ ทศวรรษที่ 1920 การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็เป็นการท่องเที่ยวที่นิยมในหมู่คนชั้นกลางในประเทศอังกฤษ คนเดินทางด้วยรถไฟน้อยลง การกำเนิดอุตสาหกรรมการบินในระยะแรกเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของบริการทางรถไฟและเรือกลไฟ เพราะบริการทางการบินในตอนแรกยังคงมีราคาแพง ขลุกขลัก ต้องหยุดพักบ่อย แต่การขนส่งผู้โดยสารหลังสงครามโลกครั้งที่2ที่เครื่องบินได้รับการพัฒนามากและดีพอที่จะทำการขนส่งผู้โดยสารเป็นการพาณิชย์และเป็นการบินระหว่างประเทศ

การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่2

ความสนใจของผู้คนที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เช่น เกิดความต้องการที่จะเห็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม เช่น หาดนอร์มังดีของฝรั่งเศส การยุติสงครามโลกครั้งที่2ในปี คศ. 1945 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องรูปแบบของการเดินทางครั้งสำคัญนั้น การเดินทางระยะไกลด้วยเครื่องบินซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการบินได้เกิดขึ้นในปีคศ.1970 ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเช่าเหมาลำเพื่อทำธุรกิจทัวร์เหมา ซึ่งเฟื่องฟูอย่างมาก หลังสงครามโลกครั้งที่2 ได้จัดทัวร์เหมาเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ พานักท่องเที่ยวเดินทางจากนิวยอร์คไปชิคาโก เพื่อดูการแข่งขันมวย ในทศวรรษที่ 1960 มีการจัดทัวร์เหมาไปแถบเมดิเตอเรเนี่ยน อย่างแพร่หลาย














วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 1


ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว


การท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ ซึ่งคล้ายกับกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่าง นอกจากนี้เมื่อการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับการเดินทาง จึงมีปัญหาตามมาว่า การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยว ต้องมีจุดประสงค์อย่างไร และเดินทางด้วยระยะทางเท่าใด
การเดินทางจัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้

  • เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
  • เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
  • เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้

นักท่องเที่ยว (Tourist)
คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ด้วยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง (เพื่อกิจกรรมนันทนาการ สุขภาพ การกีฬา วันหยุด การศึกษาหรือศาสนา) หรือเพื่อประกอบธุรกิจ เยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง ปฏิบัติภาระกิจบางอย่างหรือการประชุม
นักทัศนาจร (Excursionist)
คือผู้มาเยือนชั่วคราวและพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชัวโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ(Cruise Travellers) แต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่าน (Transit)
วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
การเดินทางเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน (Holiday) เป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ต้องการความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นเริง ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้มีวันหยุดจำกัด วันหยุดที่มีจิงถูกใช้ไปโดยไม่นำเอาเรื่องของภาระหน้าที่ การงานเข้ามาเกี่ยวข้อง นักท่องเที่ยวต้องการหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน เพื่อไปชมหรือสัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ อาทิ การเดินทางไปอาบแดดชายทะเล การเดินทางไปเล่นน้ำตก ไปสวนสนุก
การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business) เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการทำงานแต่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ที่ไปท่องเที่ยวนั้น อาทิ การเดินทางไปประชุมเกี่ยวกับวาระต่างๆ การเดินทางไปร่วมงานจัดแสดงสินค้า การเดินทางไปสำรวจตลาด
การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ยังมีการเดินทางอีกจำนวนหนึ่งที่นอกเหนือจาการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ 2ประการ อาจเรียนกว่าเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ อาทิ การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม การเดินทางไปเผยแพร่ศาสนา การเดินทางไปแข่งกีฬา

ประเภทการท่องเที่ยว การแบ่งตามสากล

  • การท่องเที่ยวภายในประเทศ หมายถึง ผู้ที่อยุ่อาศัยภายในประเทศนั้นๆ เดินทางเที่ยวภายในประเทศของตน อาทิ การเดินทางไปร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ที่จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไปประชุมที่จังหวัดภูเก็ต
  • การท่องเที่ยวเข้ามาภายในประเทศ หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นพำนักอาศัยที่อื่นเดินทางเข้ามาภายในประเทศนั้นๆ อาทิ การเดินทางไปเล่นน้ำทะเลของชาวอเมริกัน การเดินทางมาร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยจากทั่วโล
  • การท่องเที่ยวนอกประเทศ หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง

  • การท่องที่ยวแบบหมู่คณะหรือที่เรียกว่าGroup Inclusive Tour:GIT การท่องเที่ยวแบบนี้แบ่งออกเป็นอีก2ลักษณะคือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมาคือการท่องเที่ยวของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นทางด้านส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน ส่วนกรุ๊ปจัด คือการเดินทางของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านส่วนตัวและด้านหน้าที่การงาน แต่มีความต้องการที่จะเดินทางร่วมกันไปยังสถานที่เดียวกัน
  • การท่องเที่ยวแบบอิสระ การท่องเที่ยวประเภทนี้ นักท่องเที่ยวต้องการความเป็นอิสระ และมักเดินทางตามลำพัง นักท่องเที่ยวอาจวางแผนด้วยตัวเอง หรือ ใช้บริการบริษัทนำเที่ยวก็ได้

การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง

  • การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อน อาทิ การเล่นน้ำทะเล การชมดอกไม้ การนั่งรถชมเมือง
  • การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ กิจกรรมหลักที่เกิดคือกิจกรรมทางธุรกิจทั่วไปและที่จัดอยู่ในกลุ่ม MICEส่วนกิจกรรมเสริมอาจจะเป็นกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนคลายเครียด ความสนุกสนาน
  • การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ,การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา ,การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ,การท่องเที่ยวเพื่อนสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ,การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา